[บันทึก] น้ำใจแลกน้ำใจ I

posted on 02 Apr 2009 01:25 by enamtan  in Photo

เอนทรีนี้ขอกล่าวถึงทริปย้อนหลังเมื่อสัก 2 ปีที่แล้วหน่อย

ผ่านไปนานละ ตั้งแต่สมัยเริ่มถอยกล้องหัดถ่ายภาพใหม่ๆ เคยลงรูปไปครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ได้เขียนเกี่ยวกับโรงเรียนเป็นจริงจัง

เป็นทริปที่มีอะไรประทับใจมากมาย รวมทั้งมีประเด็นให้เขียน จนเราเริ่มกลับมาเก็บข้อมูลเขียนสารคดี

และถ้าเขียนสารคดีมันจะเขียนอะไรตามใจทุกอย่างไม่ได้ เราเลยเก็บมาเขียนแบบชิลๆในเอนทรีนี้ด้วยค่ะ

คราวนี้เล่าเรื่องเยอะหน่อย ไปหนักรูปเอาตอนท้ายเน้อ

 

++++++++++++++++

 

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่ชายสีฯขึ้นเหนือแล้วกลับมาแบบสภาพขาดๆเกินๆ

ครั้งหนึ่งหัวแตก

ครั้งหนึ่งแขนหัก 

อีกครั้งหนึ่งไม่มีริ้วรอย แต่กลับมาก็ลางานแล้วนอนตายซากอีกราวสามวัน

 

สีฯว่าแม่งชักหนัก ได้ข่าวว่าที่ๆไปนั่นก็ที่เดิม ถ้าพี่แกไม่ได้แต่งงานมีลูกไปแล้วคงสงสัยว่าไปติดสาวที่ไหน

 

ไปแล้วโทรมกลับมาทุกครั้งแบบนี้มันต้องมีอะไรดีสิ

 

ด้วยความที่พี่มีครอบครัวไปแล้วเลยแยกบ้านอยู่ เราเลยไม่ค่อยคุยเรื่องส่วนตัว ใคร ทำอะไร ที่ไหนสักเท่าไหร่

แต่คราวนี้ความสงสัยมันรุมเร้า พอพี่มาเยี่ยมพ่อที่บ้านก็เลยถามซะ ว่าไอ้ที่โทรมกลับมาทุกรอบแบบนี้นี่...

 

"ไปไหนมา" ถามแบบรวบรัด แต่เฮียก็รู้แหละว่าหมายถึงอะไร

 

คำตอบมีในใจสีฯอยู่หลากหลายนะ

วิ่งสู้กระทิงป่า ล่าช้างเผือก ตามหาแรดที่สูญพันธุ์

ซึ่งก็ไม่ตรงซักอย่างค่ะ(ตรงก็บ้าแล้ว) เอาเข้าจริงก็นึกไม่ค่อยออก แต่คงไม่ใช่ไปนอนเล่นริมน้ำแบบสบายๆแน่

 

เห็นสงสัยนักเอียก็ใจดี ถามมาสั้นก็ตอบมาสั้นว่า

 

"ไปโรงเรียน"

 

...

...ห๊ะ 

 

 อะเด๊ะ...?

 

 

ไปโรงเรียน...นี่มิใช่มุก

ตอนแรกก็อยากหาอะไรทุ่มโทษฐานกวนส้น แต่เฮียก็ย้ำจริงจังว่าไป"โรงเรียน"มาจริงจริ๊ง

เพียงแต่"โรงเรียน"ที่ว่า มันอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่าหลายร้อยเมตรได้

 

โรงเรียนแห่งนี้มีชื่อว่า โรงเรียนบ้านแม่สะเต นั่นเองค่ะ

อยู่ในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ตามภาพบนนี้เลย

 

โรงเรียนนี้เป็นหนึ่งในท็อปเท็น โรงเรียนเส้นทางโคตรถึกแห่งประเทศไทย

(จริงๆ่ไม่ได้ชื่อท็อปเท็นแบบนี้หรอก แต่สีฯตั้งชื่อให้ใหม่ แต่มันมีบัญชีดำอยู่จริงๆ)

เหตุที่ท็อปเท็นนั้นเป็นเพราะถ้าเราอยากนึกครึ้มมาเคารพธงชาติที่โรงเรียนเหล่านี้ขึ้นมา ก็ต้องฟิตร่างกายและสกิลกันหนักหน่อย

 

ใครที่ชอบเที่ยวเส้นทาง Off Road ขับรถถึกลุยโคลน อาจพอคุ้นชื่อโรงเรียนแห่งนี้อยู่บ้าง

เพราะเป็นหนึ่งในความท้าทาย อาจจะไม่ได้ยากลำบากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่เส้นทางปูพรมแดงให้เต้นบัลเลต์หมุนตัวพลิ้วขึ้นไปหาแน่ๆ

 

ฟังแล้วอาจสงสัยเหมือนสีฯว่าถ้ามันลำบากนัก จะขึ้นไปทำไมกันนักกันหนา

 

คือเฮียเขานึกคึก อยากจะสร้างโรงเรียนขึ้นมาค่ะ (แกเอาจริงเว้ย...)

จึงไปหาข้อมูลแล้วก็เลือกโรงเรียนนี้ขึ้นมา

จริงๆคือทำงานกับชมรม ปกติก็ชอบไปบริจาคสิ่งของตามโรงเรียนอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คิดทำการใหญ่

ใหญ่จริงจัง สีฯเลยถามว่าต้องสร้างใหม่เลยรึ ซ่อมไม่ได้?

แกก็ตอบว่าทีแรกคิดจะให้ซ่อม แต่พอไปดูแล้วก็รู้ว่าพื้นมันทรุดจนที่ยังใช้อยู่ถึงตอนนั้น ก็เพราะมันไม่มีทางเลือก

 

สุด ท้ายเลยลงมติกับชมรม(จริงๆมีชมรมแล้วเฮียแกเป็นประธาน << เหมือนยิ่งใหญ่อลังการ แต่สมาชิกมีกี่คนกัน555) ว่าจะสร้างอาคารใหม่ที่โรงเรียนแห่งนี้จำนวนสองหลัง คืออาคารที่ใช้เรียน กับอาคารอเนกประสงค์

 ภาพอาคารเรียนปัจจุบัน

ก่อนสร้างใหม่ (เออสมควรสร้างใหม่จริงๆ -*-)
 

"สร้างใหม่นี่ใช้ทุนเท่าไหร่" รู้สึกเริ่มจับพี่ชายตัวเองมาสัมภาษณ์

"รวมทั้งหมดก็ราว 470,000" เป็นเงินชมรมแสนนึง นอกนั้นรับบริจาค

เจี๊ยก..."สี่แสนเจ็ด ไมแพงจัง อมตังปะเนี่ย"

พูดจาวอนโดนตรีน แล้วก็ได้โดนสมใจ

 

เห็น อาคารดูเรียบๆอย่างนั้น ใช้วัสดุจากไม้ฝาเชอร่า แล้วก็ขึ้นโครงไม้ใหม่ให้มันทนทานขึ้น เพียงแต่ดูตัววัสดุแล้วไงๆมันก็ไม่่น่าถึงสี่แสนเจ็ดไปได้

มันหมดไปเพราะการปรับปรุงเส้นทางค่ะ

กว่าจะสร้างโรงเรียนแห่งนี้ึขึ้นได้นี่ เรียกได้ว่าต้องทำถนนใหม่ทั้งสายเลย ไม่งั้นก็ขนวัสดุขึ้นมาอย่างยากลำบาก

และอีกประการหนึ่ง การปรับปรุงถนนจะำนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อีกหลายเรื่อง เพราะครั้งต่อไปถ้าใครอยากจะขึ้นมาเพื่อช่วยเหลืออะไรอีกจะได้ทำได้ง่ายขึ้น

ที่จริงแล้วสาเหตุที่มันทรุดโทรมขนาดนี้ ก็เพราะเดินทางขึ้นมาลำบากเหลือเกินนี่แหละ

 

โรงเรียนแห่งนี้มีโครงสร้างเพียงแค่เป็นโครงไม้ แล้วตอกไม้ฝาเข้าไป ไม่สามารถสร้างเป็นโึครงสร้างถาวรได้เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้(เชื่อมเหล็กไม่ได้น่ะ)

นั่นก็คือ ต่อให้เราสร้างใหม่ในเวลานี้ ผ่านไปสักสิบกว่าปี มันคงเริ่มจะทรุดโทรมอีก

 

"ทีแรกคิดว่าจะให้เฮลิคอปเตอร์นำเครื่องปั่นไฟขึ้นมา แต่เสียดายขับไม่เป็น"

ฝันหวานละพี่กู...

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ริจะทำ คงต้องทำเ่ช่นนั้น แต่ไม่ใช่ด้วยกำลังชมรมน่อยๆอย่างเราแน่ๆ

 

"แล้วภาครัฐไปไหน?" ถามไปงั้นตามสไตล์ ตามประเด็นสัมภาษณ์ที่ควรอิงถึงส่วนกลาง

เฮียแกหัวเราะแล้วตอบว่า

"ไปสู้กับม็อบอยู่แหละ"

 

ดูตอบให้เข้ากับสถานการณ์ช่วงนีี้้แน่ะ...

แต่จริงๆก็ไม่ผิดเท่าไหร่นัก เพราะมันก็มีม็อบทุกยุคทุกสมัย และ จะทำอะไรแต่ละอย่าง ก็ต้องให้มันมีผลงานออกหน้าออกตาให้ประชาชนได้เห็นกันหน่อย โรงเรียนนี้คงเป็นทองคำเปลวที่ต้องลงแรงมากไป สำหรับการปิดทองหลังพระ

 

เมื่อลองสอบถามคนในพื้นที่ รวมทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนแม่โขง(พอดีเพิ่งคิดมาเก็บข้อมูลเอาช่วงหลัง จึงไม่ได้สัมภาษณ์ ผอ.แม่สะเตมา และก็ไม่สามารถถ่อขึ้นไปได้เพราะไม่มีโทรศัพท์ จึงเอาคนที่ติดต่อได้แทน) ก็พบว่าจริงๆแล้วโรงเรียนเหล่านี้ก็ได้งบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐเหมือนกัน ...แต่ไม่พอเท่านั้นแหละ นั่นคือประเด็น

 

แน่นอนว่าพอถามว่าแต่ละปีได้เท่าไหร่ แกก็ส่ายหน้าแล้วบอกว่าความลับทางราชการ 

แต่ส่วนที่ไม่ลับอาจารย์ก็บอกมาว่า งบประมาณเหล่านี้น่ะ ทุกโรงเรียนจะได้รับเท่ากันหมด

ไม่ว่าจะอยู่บนส่วนไหนของจังหวัด

สั้นง่าย โรงเรียนแห่งนี้กับโรงเรียนที่อยู่ด้านล่างเข้าถึงง่าย ก็ได้รับงบเท่ากัน

 

บร๊ะ -*-...

 

ทำไมถึงบร๊ะ...เพราะสาเหตุที่พี่สีฯบอกไปแล้วว่าทำให้ค่าใช้จ่ายแพง คือการเดินทาง

แจกแจงให้ง่ายๆ เนื่องจากงบโรงเรียนส่วนชมรมพี่สีฯมิใช่ความลับทางราชการ

ค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างขึ้นมาที่โรงเรียนนี้ เราจ่ายราวเที่ยวละ 2500 บาท

ซึ่งกว่าจะขนกันมาครบพอสร้าง ก็หมดกันไปเกินครึ่งของงบประมาณ ยังดีที่ช่วงปรับปรุงถนน เราได้แรงจากชาวบ้านในอบต.มาช่วยกันลงไม้ลงมือ จึงไม่ต้องหมดกับการจ้างคนงานอีกมาก ไม่เช่นนั้นคงหมดไปมากกว่านี้

 

เพราะงั้นโรงเรียนที่เข้าถึงยากกว่า งบก็ควรได้มากกว่ามิใช่รึ

แถมยังให้ตามมีตามเกิด ไม่พอก็ให้เขาอยู่กันเอง

 

ครั้นพอถามว่า "แล้วภาครัฐไม่มีโครงการจะช่วยปรับปรุงเส้นทางบ้างเลยเหรอคะ"

อาจารย์ก็ส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วตอบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

"ที่นี่ไม่มีอะไรให้มาเที่ยวหรอกครับ คงไม่คุ้มจะลงทุน"

 

ฟังแล้วเจ็บจี๊ดใจแปลกๆว่าไหม

 

 น้องๆที่ยืนตากแดดรอรับของแจก

 

เป็นความจริงที่ว่าแม้ที่นี้จะมีธรรมชาติสวยงาม แต่ก็เป็นแค่ความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น หากไม่มีจุดไฮไลท์อย่างเช่นน้ำตก หรือที่สวยงามที่ไหนจะเป็นรางวัลที่ปลายทางเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้

แต่ถึงจะไม่มีที่ให้เที่ยว ก็ยังมีพวกเขาอยู่นะ...

 

มองในแง่หนึ่งอาจเป็นการดี ที่ชุมชนเล็กๆแห่งนี้จะไม่ถูกนายทุนและความเจริญแทรกแซงเข้ามากับวิถีเรียบง่าย

แต่กับสาธารณูปโภคพื้นฐาน และสิทธิทางการศึกษาที่เท่าเทียม ไม่ได้บอกกันมาทุกยุคทุคสมัยว่าทุกคนต้องได้รับ?

 

ก็ตั้งประเด็นไปยังงั้น ทุกคนคงรู้ว่าในความเป็นจริงมันเป็นไง

นึกถึงอดีตโครงการแจกโน้ตบุคทั่วไทย และเช็คช่วยชาติขึ้นมาพิกล...หึๆ

 

เอาเข้าจริงแล้ว การบูรณะและสร้างโรงเรียนใหม่แต่ละแห่งก็ใช้งบประมาณกันไม่กี่แสน(อย่างประหยัดสุดๆ)

จะเจียดมาให้ทางนี้สักหน่อย?

 

ฝันเนอะ คิดไปทำไมวะ


"บางครั้งมันก็มีงบมาลงกับโรงเรียนพวกนี้นะ ทำทีก็ครึกโครมเป็นสิบๆล้าน แต่มาแบบดูก้าวล้ำหน่อย แบบว่าห้องสมุดไอที ซาวนด์แลบ ยังกะจะให้รู้ว่าการศึกษาทั่วไทยมันล้ำทันฝรั่งแล้ว ทำนองนั้น" พี่สีฯเมาท์ต่อ

"เอ้า ก็ดีไม่ใ่ช่เรอะ อย่างน้อยก็มีอะไรพัฒนามั่งล่ะน่า"

"ฟังดูก็ดีไง แต่ตอนเอางบมาใช้จริงแม่งปัญญาอ่อน"

"เอางั้นเลย ไมวะ"

"ก็บางโรงเรียนที่เอาห้องแลบมาลง มันไม่มีไฟฟ้าใช้"

 

ฟังแล้วสำลักพรืด...เออแม่งปัญญาอ่อนจริง

อย่าให้ต้องแฉเลยว่าโรงเรียนไหน และรัฐบาลไหนทำ เอาเป็นว่าใครมีโอกาสได้ผ่านไปโรงเรียนเหล่านี้แล้วเจอ กระซิบมาถามได้นะคะ (ประเด็นคือ เดี๋ยวบลอคนี้จะเข้าคุกซะก่อน กร้าก)

 

 

 

 ฤดูหนาวก็ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม

 

เรากลับมาที่การเดินทางไปถึงโรงเรียนกันดีกว่าเนาะ ชักไปไกล555+

 

โรงเรียนนี้ัตั้งอยู่ห่างจากอำเภอราว 70 กิโลเมตรค่ะ

เป็นเส้นทางสัญจร (รถวิ่งได้ปกติ) ราว 50 กิโลเมตร

อีก 20 กิโลเมตรสุดท้าย รถที่จะเข้าได้ต้องเป็นพวกตีนตะขาบสูงๆ WDเครื่องแรง หรือมอเตอร์ไซค์แรงถึก

คนที่เดินทางขึ้นไปต้องเป็นผู้ชำนาญเส้นทาง หรือคุ้นเคยกับการขับรถเส้นทางวิบาก

ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเสี่ยงมาเอาชีวิตไปทิ้ง

 

ไม่ได้พูดให้เวอร์ เพราะเฮียสีฯมันก็เกือบเอาชีวิตไปทิ้ง เพราะไม่เข้าข่ายสองอย่างข้างต้นแล้วผ่าขึ้นไปเนี่ยแหละ -*-

 

เฮียเ่ล่าว่าครั้งแรกที่มารถยังเป็นปิ๊กอัพธรรมดา วิ่งมาถึงบริเวณโรงเรียนแม่โขงแล้วก็ต้องขอให้ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่โขง เนี่ยแหละ(รบกวนเขาอีก) พาซ้อนมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปดูเส้นทาง

แล้วก็อีรอบนั้นแหละค่ะที่แขนหักกลับมา

 

"พอดีพี่ทำใจซ้อนท้ายผู้ชายไม่ได้นาน"

 

ร่วงลงมาก็บอกมาเฮอะ...

 

 ภาพจาก http://www.weekendhobby.com/offroad/trip/question.asp?page=1&id=2970

รูปด้านบนเป็นเส้นทางสมัยยังไม่ปรับปรุง ช่วงนั้นสีฯไม่ได้ห้อยติดไปด้วยจึงไม่มีโอกาสถ่ายภาพมา

 

มันก็คือการขับรถเข้าป่าบนเขาดีๆนี่เอง พี่เล่าว่าสมัยนั้นเขาก็แค่ตัดต้นไม้พอให้รู้ว่านี่มันเป็นเส้นทาง คนพื้นที่ส่วนใหญ่เขาก็ใช้มอเตอร์ไซค์ หรือเดินขึ้นมากัน และส่วนใหญ่เขาจะเลือกเดินทางกันหน้าร้อน หน้าฝนกับหน้าหนาว ถ้าฝนตกถนนมันจะกลายเป็นชาเย็นเข้มข้น อันตรายเกินไป ไม่ก็ไม่คุ้มค่าเดินทาง

"แล้วถ้าจำเป็นต้องขึ้น หรือขนของ ขนอาหารขึ้นไปล่ะทำไง" สีฯถามด้วยความสงกะสัย

"ก็ใช้ช้างขนมา"

 

ก็เคยได้ยินอยู่ว่าเขายังมีการใช้งานช้างแบบนี้อยู่

แต่คนเมืองกรุงอย่างสีฯได้รู้ว่าในชีวิตหนึ่งจะมีโอกาสได้เอี่ยวกับการขนส่งด้วยช้างก็เง็งไปได้เหมือนกันนะ - -


ช่วงที่สีฯได้เกาะเป็นเห็บตามไปด้วยนี่โชคดีหน่อยที่เส้นทางเขาปรับปรุงให้ดีขึ้นมาแล้ว

แต่ขนาดปรับปรุงแล้ว ตอนนั่งก็ยังใจหายใจคว่ำอยู่ดี (ก็คนมันไม่เคยน่ะ)

ตัวถนนเป็นดินลูกรังสีส้มแดงแบบลูกรังแท้ๆ จินตนาการเอาแล้วกันว่า แดงขนาดฝนตกเมื่อไหร่จะได้เห็นชาไทยโบราณเข้มข้นไหลโจ๊กบนเขา

ส่วน ความลาดชัน สีฯก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้ลาดน้อยลาดมากมันวัดกันที่ตรงไหน รู้แต่ว่ามีบางช่วงที่เราต้องลงจากรถแล้วแหงนคอมองขึ้นไป หรือก็มีบางช่วงที่รู้สึกว่ารถกำลังหักทิ่ม ในขณะที่ทางด้านหน้าคือโค้งโคตรจะหักศอก

ถ่ายจากในรถช่วงขากลับ รถกำลังหัวทิ่มแล้วด้านหน้าเป็นโค้งหักศอก

และบางครั้งรถก็ไหลไปไม่เข้าไลน์ (ร่องบนถนนซึ่งทำไว้ก่อนแล้ว เป็นเส้นทางที่เราจะขับตามไปได้โดยปลอดภัย) เราก็ต้องลงจากรถแล้วใช้หินรองล้อ ลงมาลาก ลงมาดัน สารพัดสารเพเพื่อให้รถวิ่งต่อไปได้

ลงจากรถให้วิ่งขึ้นทางไปได้แล้วก็ไต่ตามทางขึ้นไป

 

ช่วงนั้นสีฯยังเป็นสาวน้อยบอบบาง*เขวี้ยงกระโถน* ฟิต มามิพอเท่าไหร่ แค่ลงเดินไม่กี่ช่วงก็หอบแฮ่ก รู้สึกเหมือนต้องไต่ตึกหลายชั้น อย่างในรูปนั่นคือช่วงหนึ่งซึ่งต้องลงจากรถเพื่อช่วยให้รถเลี้ยวขึ้นทางไป ได้ จากนั้นก็ตะแกกตะกาย แข็งใจกดชัตเตอร์มาได้รูป โอเวอร์ช่างมัน เพราะจากนั้นมือไม่ว่างแล้ว เอาไว้คลาน

ถึงปลายทางเื่มื่อไหร่ฟุบ 555+

 

  มันมีลำห้วยกันกลางภูเขาเลย

บางช่วงของการเดินทาง เราก็จะพบลำห้วยอย่างภาพด้านบนนี้

อาจารย์โรงเรียนแ่ม่งโขงเล่าว่า ในช่วงฤดูฝนที่น้ำหลาก อาจารย์ต้องจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ข้างลำห้วยนี่ แล้วก็ว่ายน้ำข้ามไป จากนั้นก็เดินเท้าต่อ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงเรียน

 "ชาวบ้านเขาช่วยดูแลให้ครับ" เป็นคำตอบเมื่อถามถึงมอเตอร์ไซค์ที่จอดทิ้งไว้้

 

การเป็นครูบนโรงเรียนเช่นนี้เป็นงานที่เสียสละอย่างยิ่งนะคะ

ไม่เพียงแต่อาจารย์โรงเรียนนี้เท่านั้น กับทุกโรงเรียนที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร

นอกจากไม่เจริญในหน้าที่การงานง่ายๆ ยังต้องอดทนกับความยากลำบาก

 

พี่ชายสีฯเล่าว่า จากท้องที่ที่เคยไปดู ยังมีอาจารย์อีกหลายท่านที่ต้องว่ายน้ำเพื่อเข้าไปโรงเรียน

บาง ครั้งในหลังช่วงเข้าพรรษา ก็ต้องไปขอเทียนพรรษาที่ผู้คนเอามาให้วัดนี่แหละค่ะ ไปจุดไฟให้แสงสว่างกับนักเรียน เพราะโรงเรียนแห่งนี้แทบทุกแห่ง ล้วนแต่ไม่มีไฟฟ้าใช้

ส่วนน้ำประปาก็เป็นประปาภูเขา ใช้น้ำจากน้ำตก(สำหรับแม่สะเตนะ)

ก็ สะอาดกันตามมีตามเกิด ครั้งนี้โชคดีที่คราวเรามาบูรณะโรงเรียน มีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งร่วมด้วย เขาเข้ามาช่วยทำห้องน้ำให้ใหม่ ไม่เช่นนั้นก่อนหน้าเรายังใช้ส้วมหลุมกันอยู่เลย

 

นอกจากนั้นที่ขาดแคลนยังมีเครื่องมือเครื่องใช้ในการเรียน เสื้อผ้า รองเท้า รวมทั้งอาหารที่มีส่วนผสมของไอโอดีน

 

ครั้งหนึ่งเคยนำโต๊ะเรียนไปบริจาค เลือกไฟเบอร์เป็นวัสดุ เพื่อให้มีน้ำหนักเบาขนขึ้นง่าย

คราวนั้นแพลนกันมาไม่เวิร์คเท่าไหร่ ผลออกมา่ว่าเอาขึ้นไปโรงเรียนไม่ได้ เพราะพอใส่รถแล้วมันสูงเกินไป อันตราย และถ้าจะแบ่งใส่ไปหลายรอบ ค่าน้ำมันก็แพงมากกกกกก สู้กันไม่ไหว

 

ผลสรุปครั้งนั้น ต้องเกณฑ์ชาวบ้าน ให้มาช่วยกันแบกโต๊ะกันไปทีละตัวสองตัวขึ้นไปโรงเรียนกันเองเลย

 

เสียดายคราวนั้นไม่ได้เอากล้องไปด้วย โคตรอยากเก็บรูป 5555+  

 

แอบตกใจ มีป้ายด้วย

 

เล่าวกไปโน่นมานี่ ไม่ถึงโรงเรียนซักที เอาเป็นว่ามาถึงแล้วค่ะ(ซะงั้นเลยเว้ย)

รอบที่สีฯมาด้วยนี้ เรามาถึงราวเที่ยงเศษๆ

ก็รีบทำเวลา ทำพิธีต่างๆซะให้ครบ ให้ของขวัญวันเด็กแล้วเราก็รีบกลับกัน เพราะการเดินทางมันเสียเวลา ถ้าฟ้ามืดแล้วจะเดินทางลำบากมากๆ

 

คราวนี้ถึงเวลาแปะรูปซักที  มาชมบรรยากาศกันค่ะ 

 

 

เดินแถวเรียงราย

 

 

เซะซี่...

 

 สาวๆของเรา

"หนูซ้อมไว้เผื่อเป็นนางสาวไทย " น้ำหนึ่ง กล่าว

 

 
ข้างในมันอะไรหว่า
 

หนูร้อนแล้วนะ

 

สองหนุ่มในร่มไม้

 

ไงครับพี่สาว(บอกบทเข้าข้างตัวเอง)

 

 คุณแม่จูงมารับขนมด้วย

ไนกี้ซะด้วย

 น้องคนนี้น่ารักมาก...เห็นแล้วอยากพุ่งเช้าชาร์จ

 

สงสัยอยู่กับพี่สาว

 

ไหนๆก็ลงซะหน่อย

ถ่ายรูปกับป้ายขอบคุณ ซึ่งเราต้องขนขึ้นไปเอง กร้าก...

 

น่าเสียดายว่ารอบที่เราไปแดดมันร้อนซะจนเด็กๆยิ้มไ่ม่ออก

กว่าเราจะได้แจกของ ท่านนายอำเภอ(ที่เพิ่งจะได้ขึ้นมาที่นี่ครั้งแรก ก็เพื่อทำพิธิเปิด) ก็ให้เด็กหันหน้าสู้แดดยามเที่ยง แล้วพูดเป็นภาษาไทย(ซึ่งน้องๆเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เพราะเขามีภาษาเขาพูดกัน) ไปราวครึ่งชั่วโมง

 

เป็นแคนดิดที่มุมภาพซ้ำซาก เน่าเสียดายเมื่อเทียบกับโอกาสที่หาไม่่ง่ายนักในการเก็บภาพเด็กๆเช่นนี้

แต่ไม่เป็นไร ไว้คงมีโอกาสได้ถ่ายอีก

ปีหลังๆนี้สีฯไม่มีเวลาเกาะตามเฮียไปไหนมาไหนเลยไม่มีโอกาสได้เจอทริปแบบนี้อีกสักเท่าไหร่ แต่หวังว่าหลังเรียนจบจะมีเวลามากขึ้น(หรือจะมีน้อยลงกันแน่วะ 555+)

 

เรื่องราววันเด็กนี้ยังไม่จบนะคะ ยังมีส่วนหลังคือช่วงขากลับ

ขึ้นเขา เข้าปาที่ไร ต้องมีเจอดีทุกที

เอนทรีหน้านั้นระทึกไม่้น้อยค่ะ

 


ขากลับอยากลองของมั่ง เจอซะ...

ไว้กลับจากลำพูนมาเล่าเนาะ คราวนี้แอ่วเหนือเ้จ้า

 

coming soon...

 

 

++++++++++++++++++

เอนทรีในเครือเดียวกัน

++++++++++++++++++

[Trip] หมู่บ้านไร้แผ่นดิน

[Trip] ชิวปนระทึก ณ สมุทรสาคร

[Trip] อีสีฯ ณ อีสาน ภาคเก็บตก

[Trip] หมู่บ้านงูจงอาง : เที่ยวอีสานแบบ exotic 

[Trip-Photo] น้ำใจแลกน้ำใจ I : วันเด็กกับชาวปวาเ่ก่อญอ

[Trip] พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน 

[Trip - Photo] เยือนถิ่นย่าโม : งานแสดงแสงสีเสียง

[Trip] เฉิดฉาย ณ สนามหลวงกับ Segway

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! Hot! Hot!
ไม่มีคำพูดใดๆจะกล่าว ดูแล้วอิ่มเอมใจพิกลbig smile

#1 By เม็ดบ๊วย on 2009-04-02 01:51

สู้ชีวิตดีแท้ = ="

เพิ่งเคยเห็นรูปน้ำหนึ่งครั้งแรกนะเีนี่ยHot!

#2 By Lynx on 2009-04-02 02:01

โอ๊ะ! จำรูปทริปนี้ได้...
ดูกี่ทีก็ยิ้มทุกที
อยากไปค่ายแบบนี้บ้างจัง...

#3 By Lagnadan on 2009-04-02 02:01

Hot! Hot! Hot! big smile

#4 By iDoi* on 2009-04-02 02:12

เด็กน่ารักกกก
ปลรูปสุดท้ายนั้นอะไรอ่ะ

#5 By Glinda The Good on 2009-04-02 02:52

ตื้นตัน
สิ่งที่ถูกต้องมักเป็นเรื่องที่ยากลำบากค่ะ
กำลังของกลุ่มคนเล็กๆอาจมีไม่มาก
แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนเล็กๆหลายๆกลุ่ม คงพอช่วยส่วนที่ถูกละเลยได้มังคะ
Hot!

#6 By แมวมะม่วง on 2009-04-02 08:35

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ครูที่สอนโรงเรียนพวกนั้นช่างมีสปิริตแต้ๆ ซู้ดดยอดด

พี่ชายพี่สีก็ช่าง... โฮ่ๆๆ พยายามแต้ๆ

อมยิ้มตั้งแต่เริ่มอ่าน อึ้งบ้างเป็นบางครั้ง .. รูปจบคาใจ

รถมันตะแคงข้างตอนคนอยู่ข้างในรึเปล่าคะนี่

#7 By S-SMILE on 2009-04-02 10:11

Hot! Hot! Hot!
เจ๊สุดยอด (ไม่รู้จะเม้นอะไร)

#8 By นานาาา on 2009-04-02 11:27

รูปสุดท้ายระทึกมาพี่สีฯ

เด็กน่ารัก แต่ก็น่าสงสาร
ทั้งครูทั้งนักเรียน
เฮ้อ ..ประเทศสารขัณฑ์เมื่อไหร่จะเท่ากันสักที


Hot! Hot! Hot! Hot!

#9 By SEsai*im อิ่มๆ on 2009-04-02 14:05

>< ชอบจัง มาเล่าอีกเร็วๆน้า

#10 By wanderer on 2009-04-02 17:14

โห.. น่าไปมากๆ ค่ะคุณสี
โครงการดีจังค่ะ..
บรรยากาศก็ดี.. big smile

Hot! Hot!

#11 By แอ้ on 2009-04-02 17:44

แก้มก้นเด็ก

เอิ๊กส์ๆ

#12 By เจน on 2009-04-02 18:07

Hot! Hot!

เห็นภาพส่งม้ายแล้วอยากเห็นเอนทรี่หน้าจริงๆopen-mounthed smile

ปล อ่านแล้วก็ได้แต่คิด 'รัฐบาลเราเก่งจริงๆsad smile'
Hot! เด็กๆน่ารักทั้งนั้นเลย

#14 By ลูกคนโตเอง on 2009-04-02 18:50

เห้นเด็กพวกนี้ก็สงสารเนาะ

#15 By [veho+อินทรี on 2009-04-02 22:14

น่าไป...
คงหายใจคล่องขึ้นน่าดู
Hot!
Hot! Hot! big smile
หลอนนะเนี่ย รูปสุดท้าย sad smile

#17 By ฟ่าง on 2009-04-03 10:06

ท่านพี่ท่านสุดยอดมาก

อยากทำมั่งจัง ไว้วันนึง ถ้ามีแรง กำลัง และ ใจ พอ ^^

รูปสวยมาก

#18 By THEBEE on 2009-04-03 10:29

คิดถึงภูเขาจังเลย...

#19 By tongg on 2009-04-03 12:45

เป็นเรื่องราวที่งดงามมากครับconfused smile Hot!

#20 By pbmath on 2009-04-03 14:08

big smile เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมากเลยค่ะ น้องๆมากันเยอะแยะเลย

รออ่าน entry ต่อไป ดูจากภาพแล้วชวนให้คิดมาก ..ส่วน emotion อันสุดท้ายต่อจาก coming soon นี่มันหลอนสุดๆ sad smile

#21 By หนูพุก on 2009-04-04 00:01

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

อยากจะไปช่วยทำบ้างจังเลยค่ะ

ช่วยขนของก็ยังได้

อยากให้เด็กมีโอกาศค่ะ

บางรูปเห็นน้องไม่มีกางเกงใส่

อยากทำให้เขามีสภาพดีขึ้นมากกว่านี้ big smile big smile

#22 By -Tabosan- on 2009-04-04 18:05

ดีๆ

#23 By ดีๆ (124.157.236.229) on 2009-09-22 10:01

This traditional perspective fails to take into account that in many countries, youth are very much active players, con- tributing to the public good, and having a voice in their communities. ,

#24 By uQqrwfRdAA (186.80.28.36) on 2009-10-23 06:48

Share on Facebook

Recommend