[Trip] หมู่บ้านไร้แผ่นดิน 
posted on 30 May 2009 14:04 by enamtan in Trip
คราวนี้อยากชวนมาสัมผัสวิุีถีชีวิตชาวประมงกับโฮมเสตย์เรือนแพบางชันกันบ้างค่ะ
รูปเยอะ เรื่องยาว โหลดโหดกันหน่อยนะ
ยินดีต้อนรับสู่ "หมู่บ้านไร้แผ่นดิน"
Nikon D80
Lens NikonKit 18 - 135 with CPL
ทริปนี้ใช้แต่ Kit ทั้งรอบเลย เปลี่ยนเลนส์ไม่สะดวก เดี๋ยวน้ำทะเลเข้ากล้อง
รอบนี้ เกรนสะบัด อัด ISO 1000 อาจมีคราบและด่างดวงอันเกิดจากน้ำกระเซ็น(และเช็ดไม่ทัน)
มีบางช่วงปรับหนักหน่อยเพราะเบลอ(ถ่ายบนเรือ)
ดังนั้นบางรูปเป็นภัยกับสายตาแต่อย่างใด ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะเคอะ
:: หมู่บ้านไร้แผ่นดิน ::
หมู่บ้านไร้แผ่นดิน มีชื่อเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า หมู่บ้านบางชัน
ซึ่งอยู่ที่อำเภอบางชัน จังหวัดจันทบุรีนี่เองค่ะ
เหตุที่เรียกกันว่า หมู่บ้านไร้แผ่นดิน เป็นเพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดิน
แต่ตอกเสา สร้างบ้านอยู่กันตรงดินเลน ตามแนวป่าชายเลน สัญจรกันทางเรือเป็นหลัก ประกอบอาชีพประมง
ทริปนี้สีฯได้ใช้เวลาอย่างเต็มอิ่ม เพราะโปรแกรมน้อย ได้ซึมซับบรรยากาศอยู่นาน
เจออะไรมาบ้างค่อยๆอ่านเรื่องราวและดูรูปได้จากด้านล่างเลยค่ะ
:: ล้อหมุน ::
จันทบุรีไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก การเดินทางจึงไม่ยาวนานเท่าไหร่
แต่รอบนี้ช้ากว่าปกติเล็กน้อยเพราะฝนตกถนนลื่นรถเลยเร่งความเร็วได้ไม่มากนัก
มาทะเลหน้าฝนอย่างนี้ คนหิ้วกล้องอย่างสีฯก็ใจแป้วๆ
คล้องกล้องไปไหนมาไหน มือซ้ายกำถุงพลาสติก มือขวากำผ้าเช็ดเลนส์คอยเช็ดหยดน้ำ เช็ดฝ้า
เวลาฝนตก...ใจนึงก็ชอบ ใจนึงก็เคือง
ตกลงมามันก็ทำให้เย็นดี แต่ถ้าอยู่ข้างนอกเดินทางก็ทำให้ร้อนชื้นเหนียวเหนอะหนะ
รูปด้านบนนี้ถ่ายระหว่างที่รอเปลี่ยนยางล้อหลังในขากลับ
ช่วงหลังฝนตกใหม่ ใบไม้จะเขียวเข้ม สีอิ่มเต็ม แลดูชุ่มชื้นเป็นพิเศษ
ถ้ามาอยู่ในภูมิประเทศที่มีภูเขา มองไปไกลลิบจะเห็นหมอกฝนสีขาวปกคลุมอยู่บนยอด
จันทบุรีมีเขาไม่สูงมาก แต่ก็สูงพอให้ได้เห็นหมอกฝนกันประปราย
:: แวะโฮมเสตย์เขาบายศรี ::
เป้าหมายทริปนี้คือมาเยี่ยมชมโฮมเสตย์ของจันทบุรีสองสามที่ ค้างที่หนึ่ง ดูอีกสอง
เขาบายศรีเป็นที่แรกที่เราแวะ เป็นโฮมเสตย์บ้านสวนค่ะ ขอกล่าวถึงสักแวบ
บรรยากาศที่นี่ร่มรื่นสไตล์บ้านสวน พี่เขาพาเดินดูต้นไม้ พวกทุเรียนร้อยปี ทุเรียนสูง 50 เมตร
มีต้นไม้เก่าแก่เยอะอยู่เหมือนกัน
ระหว่างทาง ก็เดินไป ชิมไป...มังคุดเด็ดจากต้นชนะเลิศ (ยังคง กินไม่เลิก)
จำปาดะได้มาจากโฮมเสตย์เขาบายศรี หากินยากรสชาติดี แต่กลิ่นยิ่งกว่าทุเรียนซะอีก
(เซฟมาแล้วเผลอรูปเล็ก ขี้เกียจแก้ละ เอาเล็กๆไปละกันนะ แหะๆ)
ลองกองลูกเล้กกกกกกก
สละหวานอร่อย
"พี่คะๆ เก็บมังคุดโชว์ให้ถ่ายหน่อยค่า" สีดาขอแคนดิดจัดกระทำ
พี่ในรูปก็จัดให้จริงจัง ทั้งกล้องทีวี กล้องธรรมดาถ่ายกันหมด เก็บไปหลายลูก ดิบมั่งไม่ดิบมั่ง
แกอาจจะเซ็งในใจก็ได้ ไอ้พวกนี้ไรวะ ไม่เคยเห็นคนเก็บมังคุด
เราเดินๆดูในสวนอยู่ไม่นานนักก็วกกลับมาที่ตัวบ้านเพราะเห็นฝนท่าจะเทลงมา
แล้วก็ตกลงมาจริงๆ แต่เรากะเวลากันพอดีเลยไม่มีใครโดนฝนกัน
สำหรับโฮมเสตย์เขาบายศรีนี่ อะไรๆก็พอใช้ได้อยู่นะคะ
จะมีตงิดใจอยู่ก็เรื่องเดียว...ตอนขาเข้า
"พี่ ทางเข้าโฮมเสตย์เขาบายศรีนี่ ไปยังไงนะ"
หัวหน้าคณะของอีสีฯ ถามทาง
"พี่ผ่านมาเห็นวัดมั้ยครับ เข้ามาในวัดเลย อยู่ติดซอยข้างๆเมรุนี่แหละ"
...
ข้างเมรุ???
ที่ตั้งโึคตรตัดกำลังใจเลยพี่
ครั้งนี้คณะเราแอบเลว นัดท่านนายก(อบต.) บ่ายสอง มาถึงห้าโมงครึ่ง...
โทษฝน ต้องโทษฝน...
โฮมเสตย์บางชัน เป็นโฮมเสตย์เรือนแพล่องแม่น้ำเวฬุ เจ้าของคือลูกชายท่านนายกอบต.นี่เอง
ตัวเรือนแพต้องวิ่งเข้ามาไกลหน่อย
เส้นทาง 18 กิโลที่แยกมาจากถนนหลัง จนถึงปากทางเข้าแพนี่มันบัดโซ้บมาก
บางส่วนลาดยาง บางส่วนลูกรังผิวดวงจันทร์ งบมีเป็นช่วงๆ บ้านไหนไม่เสียภาษีไม่ลาดยางมั้ง
18 กิโล วิ่งกันครึ่งชั่วโมง หึๆ - -
เพราะงั้นใครคิดจะมา โปรดซื้อข้าวซื้อของที่คิดว่าจำเป็นต้องใช้ให้เรียบร้อยนะคะทุกท่าน
อย่าคิดว่า "เฮ้ย เดี๋ยวค่อยออกมาซื้อ" อย่างคณะอิฉัน
เพราะเมื่อถึงปลายทางแล้วท่านคงไม่มีความคิดเช่นนั้นเหลืออีกเลย
ด้านหน้ามีเรือจูงหนึ่งลำ(ฟ้าครึ้มเชียว
)
รูปเซตนี้ เกรนเยอะอย่างแรง ซัด ISO ซะเป็นพัน ใช้ขาตั้งก็ไม่ได้ด้วย(จะไปตั้งในเรือได้ไง)
ด้านหลัง
พอถึงท่าจอดแพปุป ฝนฟ้าก็เทลงมาพอดี สีฯเลยรีบวิ่งแท่นๆขึ้นแพไปเพราะห่วงเจ้าหนี้ในมือ
แลๆดูบนแพนั้นกว้างใช้ได้ มีคณะหนึ่งมานั่งเล่นไพ่อยู่ก่อนแล้ว
พอนักข่าวมา วงกระเจิง(พวกหนูวไม่ใช่ตำรวจนะพี่ เล่นๆไปเหอะ แค่อย่าโกรธเคืองยิงกันตายบนเรือเป็นพอ)
ด้านในมีห้องน้ำสองห้อง ความสะอาดพอถูไถ มีน้ำสะอาดให้บริการ และมีห้องครัว คาราโอเกะ
ราคาตกคนละ 1200 บาท 2 วัน 1 คืน รวมอาหารสามมื้อ
อาหารแบบว่า เห็นแล้ววี้ด
(จริงๆรูปนี้เป็นกินข้าวรอบหลัง เอามือถือถ่าย แต่ในแพก็ราวๆนี้ไม่ต่างกัน)
กั้งในรูปนี่ซื้อเพิ่มเองนะคะ แต่ที่นี่เป็นแหล่งเลยถูกแบบว่า กิโล 5 -6 ร้อย(กรุงเทพเป็นพันเหอะ)
คราวนี้ไปเขาขายให้พิเศษ โลละ 5 ร้อยได้มัง ถูกมากกกกก ตัวยาวครึ่งศอกได้
รถชาตินี่ TwTb ไ่ม่ต้องพึ่งน้ำจิ้ม หอมหวาน
เมนูปกติ ก็มีกุ้งเผา ปูเผา ปลากระพงสามรส(ที่สีฯได้กิน ตัวมัน 7 โล เขาแบ่งมาส่วนนึงนี่นอนเต็มจาน)
ต้มยำ กุ้งแช่น้ำปลา ปลาหมึกเผา อื่นๆจำไม่ได้ แต่รวมแล้ว 7 อย่าง
อาหารมีให้สามมื้อ เป็นข้าวต้มซัดเครื่องอีกมื้อนึง และทะเลอีกมื้อ(ถ้าไม่เอียนกันไปก่อนน่ะนะ)
เมนูเขาจะฟิกซ์ไว้ 7 อย่างเท่านั้นค่ะ แต่ถ้าอยากได้อย่างอื่นเพิ่มก็โทรมาบอกล่วงหน้าได้ เขาจะเตรียมไว้ให้
น้ำจิ้ม ต้มยำ รสชาติเด็ดดวงมาก
พอมีอาหาร...ก็ชักอยากได้เบียร์(อิิฉันไม่ใช่คนต้นคิด แต่ถ้าจะกิน...กินด้วย หึๆๆๆๆ)
ที่นี่ไม่มีหรอกนะ ต้องนั่งเรือไปซื้อ
ฮ่า ได้จังหวะสิ ไปด้วยยยยย
:: ซิ่งเรือซื้อเหล้าเบียร์ ::
อีบร้านี่ก็คึกไม่ดูฟ้าฝน แต่รู้สึกว่ามาถึงที่แล้ว ตายเป็นตาย
คว้าชูชีพ ร่มแล้วก็ถุงพลาสติก ขึ้นเรือโลด
คนอื่นเขาไม่มากัน ฝากถ่ายภาพและเรื่องไว้กับสีฯ...โดนเป็นพิธีกรจำเป็น 5 นาทีอีกค่ะประชาชน
อย่าเอาหน้าหนูขึ้นฉายเลยนะพี่... แค่ส่องกระจกตอนนี้ยังไม่กล้าเลยว่ะ
เรือที่นั่งเป็นเรือขนาดกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก วิ่งแล้วก็กระเด้งๆ มันส์ดี
แต่นั่งแล้วรู้สึกปลอดภัยนะคะ เห็นได้ว่าคนขับชำนาญ ไม่รู้สึกสวัสดิภาพถูกรุกราน
ขึ้นเรือมาก็ได้ที
ย้อนไปมองแพที่ตัวเองนั่ง...
แล้วแหงนมองฟ้า
(จะรอดมั้ยวะ)
จับร่ม ให้มั่น!
:: ทัวร์แบบนอกรอบ ::
วิ่งมาแปร้บๆ ก็ถึงหมู่้บ้านที่อยู่ไม่ไกล
พี่ๆที่พามาใจดี ถามว่าจะลองเดินดูหมู่บ้านระหว่างรอของมั้ย
แล้วมีรึสีฯจะไม่ตอบตกลง ฝนเฝิน ไม่กลัว! (ปากกล้าไปอย่างนั้นเองแหละที่จริง)
บ้านเรือนและทางเดินเป็นอย่างที่เห็นเลยค่ะ สีฯต้องถอดรองเท้าทิ้งไว้บนเรือแล้วค่อยเดินขึ้นมา
ถนนเป็นแผ่นคอนกรีตตั้งอยู่บนเสา จริงๆมันก็คล้ายเป็นสะพานขนาดยาวที่ทอดมาเป็นถนน
ด้านล่างเป็นดินเลน มองไปข้างๆก็ป่าชายเลนเลยล่ะ
พี่แหม่มที่เป็นคนพาสีฯนั่งเรือมา เดินนำไปสักพัก ก็มีแก๊งค์มัคคุเทศก์นอกรอบมาขอเดินด้วย
น้องแป้ง น้องมินท์ น้องแพร เรียงตามลำดับ
บ้านผู้คนตั้งอยู่ติดๆกัน ตัวบ้านทำด้วยไม้ หลังคาเป็นสังกะสี
เดินๆไปสาวๆก็สะกิดหนุ่มให้ถ่ายรูป
ทำหน้าเคลิ้ม เคร้ๆ...
พุงเซะซี่นะคะน้อง
เด็กๆแถวนี้ถ้าจะไปโรงเรียนต้องนั่งเรือกันไปอีกหมู่บ้าน ไม่ไกลกันเท่าไหร่
"พี่น้ำตาล อยากเห็นแมงดาทะเลมั้ย" เม่ะคุณน้องช่างรู้ใจ
"จัดมาเร้ย"
พอเซย์เยสเท่านั้นก็วิ่งปรู้ดกันไปสี่คน เห็นอยู่กับทะลงทะเลแต่วิ่งไวตายชักเหอะ จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
ว่าแล้วทั้งสี่ก็
กระโดดลงเรือกัน กระหยองกระแหยง อุตส่าห์ไปหยิบแมงดามาให้
เห็นแล้วแอบอับอาย ตอนสีฯจะเทียบท่านี่ต้องค่อยๆยืน กลัวมันโคลงเคลง
แต่คุณน้องๆนี่แทบจะเต้นบัลเลย์กันบนนั้นเลย
นางแบบโดย น้องพุทรา
เย้ๆกันอีกพัก พี่แหม่มก็มาเรียกว่าต้องกลับแล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวฝนกระหน่ำมาระหว่างทาง
พี่ๆเขาไม่ลำบากหรอก อีสีฯกับกล้องน่ะสิจะอ่วม
ถึงอยากให้น้องๆเขานำทางต่อ แต่ให้สู้ฝนคงไม่ไหว เลยร่ำลากันแล้วสีฯก็กลับมาลงเรือที่ท่าจอดร้านขายของ
เก็บทุกชิ้นส่วนลงเรือครบเรียบร้อย พี่เขาก็ออกเรืออย่างฉิว เตรียมซิ่งเต็มพิกัด
เรือแล่นออกจากท่าไปได้สักพัก ก็มีสี่เสียงดังขึ้นไล่หลัง
"พี่น้ำตาลลลลลล"
ฟ้าืืมืด เรือวิ่งเร็ว ภาพที่เก็บได้จึงไม่ชัด
แต่สิ่งที่ได้เห็นกับตา สีฯจะไม่ลืมแน่ๆ
เที่ยวเมืองไทยมันดีอย่างนี้เอง
:: กลางค่ำกลางคืน ::
สีฯกลับมาถึงแพอย่างหวุดหวิด พอเข้าใ้ต้หลังคาปุป ฝนก็เทลงมา
พี่ๆกะเวลาแม่นเป๊ะกันจริงๆ
เก็บบรรยากาศเทียบท่าซะหน่อย รูปมืดซะ เลยเอาแบบเข้มปรี้ดไปเลยละกัน
แพถูกลากออกมากลางน้ำ ไกลจากฝั่งกันพอสมควรแล้ว
เรือลากยังคงแสดงฝีมือ
ฝนตกลงมาซู่ๆ ลมพัดแรง จนทุกคนในแพต้องเริ่มกระจุกตัวกันอยู่ตรงกลางเพื่อหลบฝน
ว่าไปฝนตกมันก็ดีอย่างนะคะ ยุงไม่ค่อยจะมี จะขยันบินฝ่าฝนมาก็เกินไปละ
พอฝนเริ่มซากันบ้าง
พี่ๆนักข่าวบางส่วนที่งานยังไม่เสร็จก็แยกไปอีกโต๊ะ ตั้งจอโน้ตบุค
ส่วนพวกว่างงาน(อย่างอิฉัน) ก็เริ่มรวมตัวกับอีกกรุ๊ป
พอเหล้าเบียร์เริ่มเท เสียงเพลงเริ่มมา งานการก็ถูกลืม
ท่านนายก อบต. เริ่มเอนเตอร์เทน เสียงท่านนี่ไปออกเทปได้เลยนะเคอะ ดีจริงจังไ่ม่ได้ยกยอ
สีฯและเืพื่อนนั่งคุยกับกรุ๊ปพี่อร พี่โอ๋ กินเหล้าฟรี(เพราะเขารินให้ 555+)
นั่งดวดรีเจนซีกับเพื่อนอีกคนไปราวสองขวดได้ คุณพี่ก็ชงจั๊ง ตัวเองไม่ดื่มเลย
ดีไปที่สีฯกับเพื่อนเป็นพวกนั่งนิ่ง(หน้าทน)นาน รีเจนซีดริ๊งค์ได้เรื่อยๆ อย่ามาแม่โขงเป็นพอ หนูสู้ไหวค่ะพี่
(ของฟรีซะอย่าง)
กินเหล้าด้วยกันไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง รู้สึกสนิทกันยังกับรู้จักเป็นปี
ได้ความรู้จากพวกพี่ๆเขาเยอะเลยทีเดียว
จำนำรถเอาเงินไปเข้าบ่อน
แถบๆนี้อยู่ไม่ไกลบ่อนเขมรเลยค่ะ คนข้ามเอาเงินไปทิ้งข้ามน้ำข้ามทะเลกันก็เยอะ (เอาเงินมาฟอกก็มี)
คนแถวนี้เลยมีอาชีพเพิ่มขึ้นหลายหลาก
หนึ่งในนั้นคือรับจำนำของ(เพิ่มเงินกลับไปเล่น)
ของที่เอามาจำนำกันก็มีหลายหลาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นก้อนบิ๊กๆ อย่างเช่นรถ
แถบนี้เขาก็มีจำกัดวงเงินไว้ตายตัวนะ บางเจ้าจำนำแสนห้า
เอารถวีโก้มาจำนำก็แสนห้า
คุ้มมั้ยวะ...แต่ตอนนั้นแสนห้าเขาก็เอา อาการผีพนันมันเข้าสิง
และสุดท้ายแล้ว รถราก็ไม่ค่อยจะได้คืนกันหรอกค่ะ เข้าบ่อนไปเงินก็ละลายหายไปหมด
กำไรเข้าคนรับจำนำเหนาะๆ เพราะรถนี่ไปขายต่อได้อีหลายแสน
เสียเงินให้การพนันนี่ยิ่งกว่าไฟไหม้บ้านอีกนะคะท่านผู้ชม สนับสนุนให้ลด ละ เลิก
ทั้งเมาท์ทั้งดริ๊งค์กันยันเที่ยงคืน สีฯก็ได้เวลาแทรกตัวเข้านอน
เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นตีห้า นั่งเรือออกไปดูวิถีชีวิตชาวประมงแต่เช้าๆ
ลืมถ่ายรูปมา แต่ตอนกลางคืนที่นี่จะมีที่นอนหมอนมุ้งกางให้เป็นแถวๆเสร็จสรรพ
ท่านนายกอบต.ก็เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ปูเสื่อให้นอนกันจริงๆ แถมกางมุ้งให้ด้วย
พี่ๆที่เรือนี้ บริการดี น่ารักมากค่ะ จริงๆต้องเสริมในรายการ 1200 ด้วยว่า มีนักร้องให้ฟังฟรี
เพราะเสียงดีกันจริงๆ
:: แสงยามเช้า ::
ลืมตาตื่นมาตอนตีห้ากว่าๆ รีบเข้าห้องน้ำห้องท่าเพราะจะได้ไม่ต้องแย่งกับคนอื่น
พระอาทิตย์ขึ้นในทิศที่มองเห็นพอดี แม้จะ่น่าเสียดายไปหน่อยที่เมฆบังจนไม่เห็นเป็นดวง
แต่ก็ยังมีช่วงจังหวะที่ได้เห็นแสงเล็ดลอดออกมา
มีเรือแล่นผ่านมายามเช้า
แถบนีมีเหยี่ยวบินโฉบเฉี่ยวให้เห็นบ่อย พยายามถ่าย แต่ซูมไม่ถึงซักกะรูป
ท่านนายกเล่าว่า ถ้ามาช่วงหน้าหนาว นกจะมีให้เห็นมากกว่านี้อีก ถึงขนาดมาล่องเรือเพื่อรอดูนกก็ได้เลย
ลองปรับ white balance ให้ออกเป็นสีม่วง แสงสีแปลกดี
:: ล่องเรือชมลำน้ำเวฬุ ::
เราล้างหน้าล้างตา บางคนมีเวลาก็อาบน้ำ ท่านกาแฟท่านโอวัลตินกันเสร็จ ก็นั่งเรือออกไปล่องแม่น้ำกัน
เรือวิ่งฉิวลมเย็นสบาย แต่ออกจะเหนียวตัวหน่อยเพราะน้ำในแม่น้ำมันน้ำเค็มทั้งนั้น
ตะกี้พอมีแสงอยู่สักพัก เมฆฝนก็เริ่มมา
มองดูใจตุ้มๆต่อมๆ โดยเฉพาะพี่กล้องโทรทัศน์ แต่ท่านนายกอบต.ก็บอกว่า ยังไม่น่าห่วง อีกนานกว่าจะตก
ไม่เชื่อคนในพื้นที่แล้วเราจะเชื่อใคร ชิมิ
ท้องน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตา มองไปริมตลิ่งมีแต่ต้นโกงกาง แสม
ท้องฟ้าด้านนึงพอใสมีแสง อีกด้านเมฆฝนดำทะมึน
ด้านบนรูปฟ้าๆปรับ whit balance daylight
รูปล่างนี้อยากได้สีออกเหลืองๆทะมึน เลยปรับเป็น shade
ตกดึกชาวบ้านเขาก็จะปิดบ้านเรือนกันเงียบ งดใช้ไฟ
เงียบสงัดกันทั้งเวิ้งน้ำ
แล่นๆไปพักใหญ่ๆ ก็ตรงตามที่ท่านนายกบอก เมฆเริ่มลอยหาย แสงเริ่มมา
เห็นบ้านหลังนี้พอดี
เสียดายรูปไม่ชัด ปรับกล้องไม่ทัน แ้ล้วเรือไม่มีเกียร์ถอยหลัง
เลยปรับเป็นกราฟิกมันซะเลย
สังเกตลายกำแพงด้านขวาเขาสิ ดอกจิก...ใบโพธิ์
เจ้าของบ้านนี้ชอบเล่นไพ่แหงมๆ
แถมรูปขากลับ ให้เห็นตอนสว่างๆ
:: บ้านบางชัน หมู่สอง ::
มาถึงตอนสายๆ แดดพอจะมีบ้างแว้บๆ อากาศไม่ร้อนดี แต่คนถ่ายรูปงุนงน
เพราะแดดออก เดี๋ยวเมฆบัง พวกมือสมัครเล่นอย่างอิฉัน มึน - - คิดสะระตะตั้งกล้องไม่ค่อยจะทัน
ก่อนจะเทียบท่า ทันเห็นเรือโดยสารเทียบท่าที่สายหลัก ที่วิ่งแค่วันละรอบพอดี
ค่าโดยสาร 120 บาท
เสียดายไม่จั๊ด แต่ชอบรูปนี้ เพราะคนในเรือหันมาเห็นกล้อง โบกมือให้ด้วย น่ารักมาก
พอเรือลำนี้วิ่งไป เราก็เทียบท่าแทนที่ รองทงรองเท้าทิ้งไว้ที่แพอยู่แล้ว เพราะรู้แกว
ก็ไต่บันไดขึ้นเดินกันเลย (หัวเข่าอิฉันที่ชอกช้ำ ก็เสียวแปล๊บ แปลบปลาบ
)
เรือเทียบเรือ แล้วเดินข้ามกันมาสองลำ กะจังหวะดีๆ ทำเบลอเดี๋ยวร่วง
ตอนอิฉันก้าวขึ้นตรงนี้โคตรเจ็บเข่าเลยเค่อะ
พอขึ้นท่ากันครบทุกชีวิตแล้ว เราก็ปุเลงสาดส่องสถานที่กัน
ทิวทัศน์ไม่ได้ผิดจากที่สีฯไปดูมาข้างบนนัก ผิดที่เวลา และตรงนี้เป็นหมู่บ้านใหญ่กว่า
อาชีพหลักก็ชาวประมงเช่นกันค่ะ
กุ้ง หอย ปู ปลา ซื้อจากที่นี่สดและถูกมาก ก็ตกกันให้เห็นๆ หรือบางอย่างก็เลี้ยงเอา
อย่างเช่น กุ้ง กั้ง ปลาบางอย่าง
ในรูปนี้คือกุ้งแห้งแบบไซส์บิ๊ก แบบเล็กๆก็มีให้เลือกตามชอบ
กุ้งแห้งที่นี่อร่อยมว้ากกกกก อยากเซดว่าไม่เคยกินกุ้งแห้งที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อน
ลิ้มลองมากับรีเจนซี่ และลีโอมะวาน แบบว่า กุ้งเป็นตัวๆ หอมมัน เค็มกำลังดี
ทราบจากท่านนายกว่าที่นี่เขาใช้กุ้งสดทำกุ้งแห้งเลย ไ่ม่ใช่แค่เศษกุ้งคลุกเกลืออย่างที่หลายที่เป็น
"มันก็ตกได้ใกล้ๆแค่นี้ล่ะครับ มีมากจนล้น ก็ไม่รู้จะงกกันไว้ทำไม" ท่านนายก(อบต.) กล่าว
สนนราคาตามไซส์ เล็กๆหน่อยกิโลละ 3 - 4 ร้อย ตกขีดละราว 30 กว่าบาท ราคามิเลวเรย
มีกุ้งก็ต้องมีปู ท่านนายกยืดอกอวดด้วยความภาคภูมิใจ (แอบสังเกตสักยันต์ ที่คอ...ปูหนีบไม่เข้าแน่ท่านนายก)
ปูพันธุ์อะไรจำไม่ได้ แต่ชาวบ้านเรียกกันว่าน้องก้ามโต เขากินกันตรงก้ามนี่แหละ ดูขนาดมันเทียบกะมือ
จัดให้ แบบ ซู๊มซูม
ยังเป็นๆสียังแบบนี้ ตอนสุกหอมฉุย สีสัน รสชาติ อย่าให้แซร่ดดดดดด
น้ำจงน้ำจิ้ม มิสน
จะว่าไป พี่ๆคนตราดที่มาด้วยกันครั้งนี้ เขาเรียกน้ำจิ้มทะเลว่า "พริกกะเกลือ"
ไม่รู้เรียกกันเฉพาะพวกพี่เขา หรือจังหวัดตราดเรียกน้ำจิ้มว่ายังไงก็ไม่ทราบได้
เดินกันอย่างเมามันพร้อมพิธีกรภาคสนาม
ท่านนายกฯเจออะไรในถัง อะไรในกาละมังหยิบขึ้นมาให้จะจะ บางตัว เพิ่งจับก็เอาให้ดูแบบ ยังดิ้นๆ(เอร้ย)
มีของทะเลสดๆอีกมากมายให้เลือก ปลากะพงตัวละหกเจ็ดโล กั้ง หอย ฯลฯ
ราคาถูกกว่ากรุงเทพฯแทบจะครึ่งๆ แถมถ้าซื้อที่นี่พี่ๆเขาก็ใจดีเห็นว่ามาถึงที่
ลดแล้วลดอีกแถมแล้วแถมอีก เปรมกันไป
สีฯก็ได้กะปิฟรีมากระป๋องนึง ฮู่ฮ่า เนื้อเหนาะ ไม่ใช่แบบ ผสมมันเทศ
ต่อจากนี้ขอสาดรูปบรรยากาศกันสักหน่อย
ที่ลอยๆอยู่นั่นคือกระชังปลา
จริงๆถ้ามีเวลาชิว อยากจับกุ้ง จับปู ตกกระเบน ให้อาหารปลาในกระชัง ก็บอก เขาจัดให้ได้เน้อ
เรือจอดกันเรียงราย
คนที่นี่ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก จะซื้อของ แลกของ ก็เทียบเรือแลกเปลี่ยน
เห็นอย่างนี้แต่สัญญาณมือถือก็มีนะขอบอก
ลุงชี้นิ้วไปเบื้องหน้า (อยู่ไกลไปหน่อย ซูมไม่ถึง ชริ)
หัวเรือสีสวย สีนี้ชอบ อุอุ
เกิดอยากจะขาวดำขึ้นมา
สีฯชอบรูปนี้ล่ะ อย่างหาสาเหตุมิได้
อาคารต้องตั้งอยู่บนเสาพวกนี้
เดินไปจนสุดเขตหมู่บ้าน จะีมีวัดอยู่ติดกับโรงเรียน เด็กหมู่บ้านนี้เดินมาเรียนกันได้โดยไม่ต้องนั่งเรือ
ก้มลงมองเสา
"อ๊ะ ปลาเข็ม" พี่คนนึงชี้นิ้วลงไปข้างล่าง
สีฯนี่แบบ โห ตาดีแฮะ ยืนอยู่ตั้งสูงยังเห็นปลาเข็มได้
"ไหนอะพี่" สีฯอยากดูมั่ง
"นั่นไงน้อง ปลาเข็มตัวเล้กๆ" พี่ชี้ไปที่ใกล้เสาต้นหนึ่ง แล้วทำเสียงเล้กกกก
กรุณาเทียบขนาดกับเสา ซึ่งเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ฟุตกว่าๆ
เข็มบ้านพี่ดิ ปลาเสาเข็มแล้วมังนั่น
ประชาชนคะ ตัวแม่งเท่าเหล็กเส้น
สรุปมันปลาอะไรอิฉันไม่ใคร่จะแน่ใจ แต่รูปกายก็คลับคล้ายนังเข็มน้อยในอ่างบัวหน้าบ้านอิฉันจริงแหละ
ผ่านไปอีกสักพัก พี่คนเดิมก็ชี้ให้ดูปลาตีน
อะปลาตีนจริง คราวนี้ไมิหลอกลวง
ปลาตีนแทบนี้หุ่นดี ผิวงาม แลดูสุขภาพดีมาก
สัตว์นงสัตว์น้ำแถวนี้มีหลายหลากมากค่ะ นกก็มีใช่น้อย บางทีสีฯเดินๆไปเหยี่ยวบินโฉบหัวใกล้ๆ(เสียวนะว้อย)
แต่ก็ไม่มีบุญได้ถ่ายทันสักที เพราะพวกพี่ท่านโฉบไปโฉบมากันเร็วเหลือเกิน
และพอไปถึงปลายทางก็ได้เห็นพี่ๆมุงดูแล้วรุมถ่ายรูป วี้ว้ายเต่าทะเล
"เฮ้ย เต่า"
"เต่าว่ะ"
"เต่าจริงๆด้วย"
"เต่าทะเล น่าร้ากกกกกก"
สีฯก็ตามเทรนด์ถ่ายตามชาวบ้านกับเขาด้วยสิคะ มิพลาด น้องเต่า!
...
คราวนี้พี่มิฉ้อฉลแล้วค่ะ "เต่า" จริงๆว่ะ
:: ร่ำลา ::
ได้ปัญญาอ่อนกันอย่างพอเพียง ดูหมู่บ้านพอได้เนื้อหาครบแล้ว เราก็ได้เวลากลับแพกัน
เมฆฝนเริ่มตั้งเค้าครืนๆ ท่านนายกประมาณว่า เรายังพอมีเวลาเหลือก่อนจะไปถึง
เลยพามาแวะเวียนทะเลแหวก
หาดทรายแคบๆเป็นแนว ยาวเป็นกิโลๆ ไปจนถึงชายทะเลฝั่งจังหวัดตราด
ทัศนียภาพโล่งไปหน่อย ฟ้าตอนนี้จังหวะไม่สวย เลยขอความกรุณาท่านนายกฯ ลงไปเดินเป็นแบบให้หน่อย
(ไม่มีใครลงไปเพราะตอนนี้หาดเป็นโคลน เลววว)
แอบถ่ายพี่คนหนึ่งกำลังถ่ายรูป
"ถ้าไ่ม่ใช่ชวงมีพายุ ซัดโคลนเข้ามา แถบนี้จะเป็นหาดสีขาวสวย" ท่านนายกฯ กล่าว
เกล็ดขาวๆที่เห็นบนพื้นนั้น ไม่ใช่แค่พื้นทราย แต่เป็นเศษเปลือกหอยเล็กๆมากมาย
...ว่าแต่เดินลงไปไม่ตำเท้ายิบๆเรอะคะท่านนายก
จบจากทะเลแหวกเราก็ได้เวลาซิ่งกลับแพกันค่ะ
ซิ่งคือซิ่งจริงๆ โต้คลื่นกันเมามัน กล้องเกลิ้งต้องเก็บล่ะ กลัวฝนหนึ่ง กลัวน้ำกระเด็นจากข้างๆมาอีกหนึ่ง
ในที่สุดเราก็กลับมาถึงแพ ทำเวลากันได้เป๊ะๆ อยู่ในร่มกันสักห้านาทีได้ ฝนก็ตกลงมา
ไม่หนักมากนัก พอให้เย็นสบาย แล้วข้าวต้มกุ้งเครื่องเต็มสตีมก็ยกมาเสิร์ฟ จนพี่คนนึงต้องทักป้าแม่ครัวว่า
"ป้าครับๆ อีกหม้อนึงอย่าลืมใส่ข้าวนะ" กินกันเป็นหม้อๆ ไปออกกำลังมาหิวจัด
อร่อยเหาะค่ะทุกท่าน
หลังจากทานเข้าว ล้างหน้าหน้าล้างตา เก็บข้าวเก็บของเสร็จเราเตรียมตัวกลับเพื่อไปทำงานทำการกันต่อ
โดยมีท่านนายกฯตากฝนบังคับหางเสือ เทียบแพเข้าฝั่งกันให้เลย
จริงๆถ้ามาเองและไม่รีบร้อนมาก เขาก็จะอยู่กันถึงประมาณบ่ายกว่าๆ รอกินทะเลเผาก่อนกลับกันได้อีกมื้อ
พวกเราร่ำลาพี่ๆจากตราด ขอบงขอเบอร์กันไว้เรียบร้อย(รู้จักกันหนึ่งคืน รู้เรื่องรู้ราวกันมายังกะคบกันมาสิบปี)
สัญญากันอย่างดิบดีว่าถ้า่ผ่านจะไปเยี่ยมบ้านแน่ๆ
(และก็ผ่านไปไม่นานเลย พอตกเย็นเขาชวนไปกินข้าวเย็นที่บ้านก่อนกลับ พวกเราก็ไป ไม่ค่อยยยยยยย)
เป็นทริปที่ิสนุกสนานและอิ่มอกอิ่มใจค่ะ
ให้เปิดอกสีฯก็ยอมรับนะ ว่าถ้าไปในฐานะสื่อมวลชน ถึงจะเป็นสายงานไ่ม่ซีเรียสแบบสีฯก็เถอะ
มันก็ไม่ต่างกับในชีวิตจริง ที่ในใจก็ต้องมีชั่งใจว่า อะไรดีจริง อะไรดีกับเราเพื่อหวังผล
สำหรับรอบนี้สีฯคิดว่า ทุกคนที่เอาใจใส่และทำดีกับพวกเรา เขามีความสุขในการที่เขาได้ทำอย่างนั้นนะคะ
หลงรักงานนี้เข้าแล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะถ้าได้ออกไปทำงานกับชุมชนบ่อยๆอย่างนี้
(หวังว่า จบมา จะมีที่ให้ตรูได้แทรกเข้าไปทำงานบ้างนะ 555555555)
ยังคนยืนยันว่า เมืองไทยมีที่ดีๆให้เที่ยวอีกมากมายนัก
โดยเฉพาะการได้ไปสัมผัสกับผู้คนในแต่ละท้องถิ่น
ทริปนี้เป็นทริปสุดท้ายของการฝึกงาน(อย่างเป็นทางการ)ของสีฯแล้ว
แต่ก็คิดว่ายังจะช่วยอาจารย์ทำต่อบ้างตอนเปิดเทอม ในช่วงที่ยังมีเวลานะ
เดี๋ยวจะมีรีพอร์ทสรุปฝึกงานอีกครั้งถ้ามีโอกาส แต่ขอกล่าวสั้นๆนิดหนึ่งว่า
ความรู้สึกที่ดีที่สุดในการฝึกงานท่องเที่ยวครั้งนี้ของสีฯ ไม่ใช่การที่เราได้ออกเที่ยว(ฟรี)บ่อยๆ
ไม่ใช่การได้ไปสถานที่สวยๆไม่แพ้ประเทศไหนๆอีกหลายแห่ง
ไม่ใช่การได้ชิมอาหารอร่อยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในภัตตาคารหรูๆดีๆ
แต่คือการได้ไปพบกับผู้คนมากมายที่ทุ่มเทและจริงใจ
แล้วทำให้เราได้ความรู้สึกนี้กลับไปจากทุกทริปว่า
"ดีจัง ที่เมืองไทยยังมีคนแบบนี้อยู่"
ขอจบเอนทรีนี้เพียงเท่านี้นะคะ หลายเรือง หลายประเด็นที่ยังไม่ได้เล่า จะทยอยมาเรื่อยๆ
ต่อไปสภาพบลอคนี้จะออกทริปถี่ขึ้น น้อยลง สีฯก็ยังบอกไม่ได้ ยังตัดสินใจอยู่
อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านมาจนจบ
และยินดีที่ได้รู้จักคนใหม่ๆหลายท่านที่เริ่มอ่านบลอคตั้งแต่สีฯเริ่มลงเรื่องท่องเที่ยวมานะคะ
ตอนยุ่งๆจะไม่ค่อยมีเวลาไปแวะเวียน ต่อไปจะโฉบผ่านไปทักทายบ้างเน้อ
ไว้เจอกันค่ะ
ปล. สนใจโฮมเสตย์บางชัน ติดต่อ 086-404-7120 (กินข้าวเขามาเยอะ ช่วยโฆษณาให้ินิดนึง 555+)
ทางไปบอกลำบาก โทรถามรายละเอียดเอง จะง่ายสุดเน้อ
เปลี่ยนรูปจบ เพราะลุงขับเรือได้เท่มาก เคร้ๆ
++++++++++++++++++
เอนทรีในเครือเดียวกัน
++++++++++++++++++
[Trip] อีสีฯ ณ อีสาน ภาคเก็บตก
[Trip] หมู่บ้านงูจงอาง : เที่ยวอีสานแบบ exotic
[Trip-Photo] น้ำใจแลกน้ำใจ I : วันเด็กกับชาวปวาเ่ก่อญอ
[Trip] พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน
[Trip - Photo] เยือนถิ่นย่าโม : งานแสดงแสงสีเสียง
[Trip] เฉิดฉาย ณ สนามหลวงกับ Segway








จำปาดะลูกน่ารักจัง ปูตัวโตเบ้อเริ่มเลย
#1 By เจ้ารินทร์ on 2009-05-30 14:08