[Photo] เยือนพนมรุ้ง 
posted on 08 Jul 2009 08:17 by enamtan in Photo, Trip
อย่างที่วันก่อนๆเคยอัพรูปไปให้ดู
วันเสาร์ที่ผ่านมาสีฯไปตามรอยอารยธรรมขอมมาค่ะ
ผ่านไปหลักๆสี่จังหวัดคือ บุรีรัมย์ - สุรินทร์ - ศรีสะเกษ - โคราช เดินทางด้วยรถตู้
ทริปนี้เดินทางได้ตรงคอนเซป ไม่วอกแว่กดี 3 วันเจอแต่ปราสาท ปราสาท และปราสาท
รวมทั้งสิ้น 10 ปราสาทถ้วน
อันได้แก่ ปราสาิทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์
ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์
ปรสาทศรีขรภูมิ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ปราสาทสระกำแพงน้อย จังหวัดศรีสะเกษ
และปิดท้ายด้วยปราสาทหินพิมาย จังหวัดโคราช
ม่ะ เดี๋ยวค่อยๆเล่าให้ฟัง
หมายเห็ด : ตัดบรรทัดบ่อยหน่อยนะคะ เอนทรีนี้ใส่รูปใหญ่
ถ้าเขียนข้อความยาวติดๆกันมันจะตกกรอบ
:: กว่าจะถึงจุดหมาย ::
เปัาหมายแรกของทริปคือปราสาทหินพนมรุ้ง กรุงเทพ - บุรีรัมย์มันก็ไกลใช่เล่น
เริ่มเดินทาง 6 โมงสิบห้า รถจอดอีกทีก็เที่ยง...เพื่อทานข้าว เอาไงล่ะ
เส้นทางขาออกรถติดใช่จะน้อย คาดว่าเป็นเพราะหยุดยาว ยิ่งถ้าผ่านไปแถววัดหลวงพ่อโต
และช่วงเส้นเลียบลำตะคองนี่อย่าให้เซด แถมคณะที่ไปคราวนี้มีพ่วงรถบัสมาด้วยอีกหนึ่งคันบะเริ่ม
เวลา 6 ชั่วโมงจากกรุงถึงบุรีรัมย์ก็ติดเพราะเหตุฉะนี้นี่แหละ
ง่อกๆในรถมิมีอะไรจะทำ หนังสือก็เอาไปอ่านอยู่ แต่พกไปแค่เล่มเดียว แ้ล้วก็จบภายในสองชั่วโมง
ก็แล้วจะให้ทำไรต่อละเคอะ นอกจาเสียบหูฟังฟังเพลง แล้วก็มองข้างทางไปสลับกะงีบ
แต่ข้างทางก็มองเพลินตานะเออ
หน้าฝนยังงี้ ออกต่างจังหวัด มองไปทางไหนๆก็เห็นแต่ทุ่งนาและชาวนา
พื้นหญ้าแลเขียวสดใสดั่งใช้โฟโต้ชอบ
ดำนาดำนา
ส่วนนี่ไว้ช่วยไถนา
เครือญาติของตัวช่วยไถนา
แมงกะไซค์ของคนแถวที่นา
Nikon D80
NikonKit 18 - 135 with CPL
Tamron 70 - 300 with skylight
รูปแรกถ่ายด้วย Kit รูปหลังๆ Tamron เค่อะ
ฟ้าครึ้มอยู่เลยถ่ายไม่ติดฟ้า
ว่าไป ช่วงท้ายๆของเลนส์นี่ใช้ยากจริงเนาะ มันฟุ้งๆ
เวลาต้องเดินทางไกลๆ จริงๆมองข้่างทาง สังเกตโน่นสังเกตนี่ไปเรื่อยก็ไม่เลวนะคะ
เป็นการทำให้เรา้ต้องนั่งนิ่งๆ และใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง นั่งทบทวนสิ่งต่างๆได้ดีทีเดียว
:: ว่าด้วยปราสาท ::
ก่อนจะเริ่มตามทัวร์ มาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนดีกว่า
"ปราสาท" ที่จะไปดูๆกันครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงราชมณเฑียรซึ่งเป็นทีประทับของกษัติรย์
ราชมณเทียรเหล่านั้นจะสร้างด้วยไม้ แต่ปราสาทจะสร้างด้วยอิฐ หินทราย หรือศิลาแลง
ปราสาท หรือ เทวาลัย(เรียกกันในอินเดีย)
จึงนับเป็นที่สิงสถิตของเทพยดา สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ซึ่งปราสาทขอม ก็จะสร้างโดยยึดคติของพราหมณ์ฮินดู หรือพระพุทธศาสนานิกายมหายานเป็นหลัก
:: ความสำคัญ ::
ถ้าเป็นในยุคนั้นก็ไว้ใชช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรือง
แล้วบางปราสาทก็ยังใช้เป็น "อโรคยาสถาน" หรือสถานพยาบาล
สำหรับยุคอย่างเราๆ ปราสาทเป็นสถาปัตยกรรมที่นอกจากจะยิ่งใหญ่สวยงามแล้วยังสะท้อนอะไรอีกหลายอย่าง
โดยเฉพาะประวัติศาสตร์และความเชื่อ
ปราสาทถูกสร้างในยุคสมัยใด ก็จะสะท้อนความเชื่อของกษัตริย์ผู้สร้างในสมัยนั้น
รูปแกะสลักหลายส่วนนอกจากจะบอกถึงตำนานความเชื่อต่างๆ
บางครั้งยังมีจารึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ยุคที่สร้างปราสาทนั้นขึ้นอีกด้วย
เดี๋ยวจากนี้เราไปดูปราสาทกันเลยดีกว่าเนาะ ข้อความเยอะเดี๋ยวหลับ หุยฮ่า
:: ปราสาทหินพนมรุ้ง ::
ตั้งอยู่ที่อำเำภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์
แต่ถ้าไม่เห็นว่ามียอดปราสาทอยู่ด้านหลัง พลอยจะนึกว่าเดินแท่ดๆอยู่สยาม
ดูคนสิเคอะ - -
ปราสาทพนมรุ้งเป็นปราสาทหินทรายสีชมพู(ชมพูยังไงก็ไม่รู้ แต่เขาบอกว่าชมพูน่ะนะ)
เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 8.00 น. - 16.00 น.
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 เด็ก 10 ชาวต่างชาติ 30
ภาพจากมุมสูง แคปจาก VCD ของกรมศิลปากร
ปราสาทพนมรุ้ง เป็นเทวาสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย (บูชาพระศิวะนั่นเองค่ะ)
เขาพนมรุ้งจึงเปรียบเป็นเขาไกรลาส ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศิวะ
ส่วนเขาที่ตั้งอยู่จริงๆนั้นก็ชื่อเขาพนมรุ้ง เป็นภูเขาไฟที่ดับไปนานแล้ว
หรือมีชื่อเรียกเป็นภาษาเขมรว่า วนํมรุง แปลว่า ภูเขาใหญ่
ข้อสันนิษฐานของคำว่า วนํมรุง นี้ เป็นของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
สมัยที่พระองค์เสด็จมาทรงศึกษาจารึกเพื่อทำศิลปวิทยานิพนธ์ที่เขาพนมรุ้งแห่งนี้ค่ะ
:: ประวัติโดยย่อ ::
จากการศึกษาด้วยวิธีการต่างๆ และจากจารึก ก็สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 15 - 17
คิดเป็นสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 เริ่มแรกก็ไม่ใหญ่โตนัก ยังเป็นแค่เทวาสถานขนาดย่อมเยา
ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสถวายแด่ปราสาทนี้ จึงค่อยทวีความยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุดตอนพุทธศตวรรณที่ 17 นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิทรปุระ
ที่ปกครองได้สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นและได้ทรงบำเพียรพรตเป็นโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง
นับเป็นยุคที่ทำให้ปราสาทพนมรุ้งยิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้
ในปราสาทพนมรุ้ง มีภาพสลักเจ้าชายเนรนทราทิตย์จารึกไว้ด้วยค่ะ
แคปมา อีกแล้วเช่นกัน
ใช้เวลาสร้างนานเนาะ ไม่ได้เสร็จกันในปีสองปี ถ้าไปดูๆจะเห็นว่าจริงๆก็ยังมีบางส่วนที่สร้างไม่เสร็จ
ปราสาทขอมหลายๆแห่งที่ค้นพบใช่ว่าจะเสร็จสมบูรณ์ไปซะทุกที
หลายแห่งก็สร้างเสร็จเป็นบางส่วน บางครั้งก็หาสาเหตุไม่ได้ว่าเริ่มสร้างทำไม แล้วทำไมถึงหยุดสร้าง
เหตุผลที่นักวิชาการพอจะหยิบยกมาถกกันก็คือคงเป็นเรื่องของยุคสมัย
นั่นคือปกติแล้วปราสาทจะสร้างตามความเชื่อของกษัติรย์ในสมัยนั้นๆ ถ้ามีการเปลี่ยนแผ่นดิน
พอความเชื่อไม่ตรงกัน รูปแบบศิลปกรรมก็เปลี่ยน บางครั้งก็เลิกสร้างกันไปเลย
อย่างปราสาทพนมรุ้งนี่เองก็เช่นกัน พอเข้าพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ทรงหันมาสนใจพระพุทธศาสนานิกายมหายาน
ปราสาทพนมรุ้งเลยกลายเป็นเทวสถานพุทธศาสนานับแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา
ดังนั้นปราสาทหินพนมรุ้งแห่งนี้ จึงมีศิลปะที่สะท้อนถึงความเชื่อ
ทั้งในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนานิกายมหายานอยู่ด้วยกัน
รูปสมัยโบร่ำโบราณ นานนม
ปราสาทหินพนมรุ้งสมัยก่อนก็เป็นอย่างที่เห็นๆในรูปกรมศิลปากรและผุ้สนับสนุนต้องบูรณะกันอย่างหนักหน่วง
ด้วยวิธี อนัสติโลซิส (ANASTYLOSIS)
คือ รื้อของเดิมลงมาโดยทำรหัสไว้ จากนั้นทำฐานใหม่ให้แข็งแรง
แล้วนำชิ้นส่วนที่รื้อรวมทั้งที่พังลงมากลับไปก่อใหม่ที่เดิม
แล้วจึงขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อปี 2475
ฮูย ของเก่าๆรูปเก่าๆมันโทรมแต่ดูขลังดีเนาะ
:: คืบคลาน ::
อย่างที่บอก(และเห็นในรูป)ว่าตัวปราสาทตั้งอยู่บนเขา
จะขึ้นไปดูก็ต้องไต่กระได สูงใช่ย่อย ยิ่งคณะเรามากับกลุ่ม สว.(สูงวัย) ก็ค่อยๆกระดืบกันค่ะ
เล็งซ้ายเล็งขวา นอกจากมาทำงานแล้วช่วยดูคุณลุงคุณป้ารอบๆกันด้วย
แอบถ่าย คนละคณะ แต่จูงมือกันน่ารักดี
ค่อยๆไต่ไปอย่างเหนื่อยหอบ
ขึ้นไปได้ไกลหน่อยหนึ่งแล้วก็มองลงมา
เรียกว่าสะพานนาคราชค่ะ
สะพานนี้มีความเชื่อเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้า
ตรงจุดกึ่งกลางสะพาน (ที่เห็นมีกรงเหล็กกลมๆล้อมอยู่) เป็นภาพจำหลักรูปดอกบัวแปดกลีบ
มีหินแกะสลักเป็นลายพญานาค
ไต่กระไดกันจนเหนื่อยหอบ ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงบริเวณพลับพลาจนได้
:: ค่อยๆเพ่งพิศ ::
หายเหนื่อยหอบจากการไต่เต้า คราวนี้เราก็ต้องมาละเลียดดูความงามกันอย่างเร่งรีบ
(เพราะยังมีกำหนดการต้องไปค่ายทหารกันต่อ)
ที่เห็นด้านหลังนั่นล่ะค่ะพลับพลา มุมนี้ถ่ายติดดอกบัวเป็นโฟร์กราวนด์แบบว่ายอดนิยม
คนเลยต่อคิวถ่ายกันเยอะ พี่คนนี้ก็เล็งเอ๊าเล็งเอา เล็งจนสีฯอยู่รอไม่ได้ละ
เลยถ่ายคนกำลังถ่ายมุมนิยมไปแม่มเลย
อีกซักรูป (คุณพี่แม่มคงแอบคิดว่าดิฉันโรคจิตแน่ๆ)
มาเดินปราสาทกันแบบนี้ก็ค่อยๆใช้เวลาละเลียด ดูรายละเอียดกันไปค่ะ
เห็นของจริงนั้นยิ่งกว่าในรูป น่าทึ่งกับความสามารถของคนสมัยก่อนจริงๆ
ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่มีตอกเหล็กเส้น แต่สร้างสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่กันได้ขนาดนี้
ลายสลักที่เสา
หน้าบันศิวนาคราฏ และทับหลังนารายณ์บรรทมสิทธุ์ที่เป็นข่าวครึ่งโครมในสมัยก่อน
หน้าบันนี้มีความหมายถึงการสร้างโลกใหม่
เดี๋ยวข้อมูลเรื่องทับหลัง จะแยกเขียนเล่าที่มาที่ไปให้ฟังอีกเอนทรีนะคะ โชคดีได้ท่านผู้รู้มาเล่าให้ฟัง
เขียนรวมในเอนทรีนี้เดี๋ยวจะหลุดประเด็นกันเปล่าๆ
ให้เห็นกันเต็มๆ หลุดแยกออกเป็นหลายท่อน
ปราสาทพนมรุ้งยังมีหน้าบันและทับหลังที่แกะสลักเป็นเรื่องราวต่างๆอีกมากมาย
โดยเฉพาะเรื่องราวในบทต่างๆของรามเกียรติ์ และตำนานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาฮินดู
หน้าบันจำชื่อไม่ได้ แต่ชอบสี
กาลเวลาที่ผ่านไป ดินฟ้าอากาศ ธรรมชาติทำให้สีของหินกลายเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันเลย
ตามระเบียงตามเสา ก็แกะสลักอย่างบรรจง
ซูมหัวพญานาค ฮึ่มแฮ่
ช่องหน้าต่าง
ไอ้พวกนี้มีชื่อเรียกนะคะ แต่ลืมไปแล้ว ไว้หาข้อมูลมาได้แล้วจะมาอีดิท
ชอบตรงส่วนนี้มากเลย โรคจิตเอาแต่ถ่ายช่องหน้าต่างอยู่ไม่เลิกรา
ตะไคร่ มอส และไลเคนที่เกาะอยู่ตามกำแพงอิฐนี้ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
เดินเข้าไปด้านในอีกก็จะเห็นระเบียงคดล้อมรอบตัวปราสาทประธาน
ที่นี่แบบว่ามันช่างเย็นสบายนัก ข้างนอกอากาศร้อนๆเดินเข้าด้านในร่มเย็นลมโกรก
เพราะสร้างเป็นช่องลมเอาไว้
รูปนี้ถ่ายจากในระเบียงคดออกมา ที่เห็นเป็นแนวกำแพงลอดกรอบหน้าต่างก็ระเบียงคดเช่นกัน
ระเบียงคดนั้นสร้างโอบล้อมตัวปราสาทประธาน
คนเยอะ แสงไม่เป็นใจจริงๆ ล่อขาวดำแทนละกัน
ซึ่งในนี้จะเก็บรักษาศิวลึงค์อยู่
เทวสถานที่บูชาพระศิวะ ก็จะมีแท่นศิวลึงค์อยู่ใจกลางปราสาททั้งนั้นค่ะ
โดยจะประทับอยู่บนแท่นโยนี(ซึ่งมีความหมายถึงร่างกายของผู้หญิง)
เวลาทำพิธีกรรมก็ใช้น้ำเทลงบนศิวลึงค์ ไหลลงแท่นโยนี แล้วลงไปที่ท่อโสมสูตร
ซึ่งท่อนี้อาจจะต่อออกไปนอกเทวสถานให้ประชาชนน้ำไปใช้ดื่มกินได้ (เทียบกับพุทธก็ครือๆกับน้ำมนต์)
รูปปราสาทขาวดำด้านบน ตรงมุมซ้ายที่เป็นแท่นหินวางราบบนพื้นดิน นั่นล่ะค่ะท่อโสมสูตร
เดินๆออกมาดูรอบนอกกันหน่อย
เทวดาผู้อารักขาประตู(นึกถึงฟุตบอล)และนางแบบสุดสวยคุณหน่อง ผู้จัดละครหยกลายเมฆ
เทียบกับรูปขาวดำด้านบน ตรงนี้คือส่วนประตูปราสาท
ที่รูปปั้นเทวดาอารักขาหักเหลือแต่ขาไปแล้ว เกินจะเียียวยา
ส่วนขายีนส์นั่นของพี่ตากล้องเอง มันได้มุมเหมาะพอดิบพอดี
เสร็จจากถ่ายภาพปราสาทประธาน เราก็จรลีกันไปที่เป้าหมายถัดไป คือปราสาทเมืองต่ำ
ซึ่งไว้จะมาเล่าต่อเอนทรีหน้าเน่าะ ขอไปรวบรวมข้อมูลก่อนจ้า
เอารูปมาให้ดูกันชิวๆก่อน
หน้าบันของปราสาทเมืองต่ำ
ส่วนนี่ปราสาทตาเมือนธม ที่เวลาเดินดู จะมีีพี่ทหารคอยตามตลอด
ไปๆมาๆเลยกลายเป็นแบบถ่ายรูปคู่กับนักท่องเที่ยวสะงั้นเลย
จบแค่นี้แล้วกันเน่าะ เอนทรีหน้ามาอัพการ์ตูนเปลี่ยนฟีล
ไว้ตอนต่อไปจะมาในเร็ววันก้ะ
เจ๊อกั๋น
Credit : ข้อมูล
ภาพจาก VCD กรมศิลปากร
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง - วิกิพีเดีย
++++++++++++++++++
เอนทรีพันธมิตร
++++++++++++++++++
บันทึกสั้นๆจาก ชายแดนไทย - กัมพูชา








ยิ่งดูก็ยิ่งสวยนะคะนี่
+ ได้ความรู้เพิ่มอีกเยอะเลย
โปรยให้ด้วยความเต็มใจเลยค่ะ ~
#1 By [N2K@KSpD] on 2009-07-08 16:24